S SPACEZ IC_License
← กลับหน้าแรก
● ผู้แนะนำการลงทุนตราสารทั่วไป — IC PLAIN (P1)

เตรียมสอบใบอนุญาต IC Plain
อ่านครั้งเดียว เข้าใจโครงสร้างข้อสอบทั้งหมด

หน้านี้สรุปโครงสร้างข้อสอบจริง เกณฑ์การให้คะแนน และสูตรคำนวณที่ออกสอบบ่อยที่สุด พร้อมภาพเคลื่อนไหวไล่ทีละขั้นตอน ให้เข้าใจว่าคำนวณอย่างไรและทำไมถึงได้คำตอบนั้น ก่อนไปลองทำข้อสอบจำลองด้านล่าง

ไม่ใช่เอกสารทางการ — เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษาด้วยตนเอง สรุปจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ (สถาบันฝึกอบรมและบทความรีวิวผู้สอบผ่านจริง) ณ เดือนกันยายน 2569 โครงสร้าง/เกณฑ์สอบที่แท้จริงอาจ เปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ATI-ASCO) หรือสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับ การรับรองก่อนสมัครสอบจริงเสมอ
01

โครงสร้างข้อสอบ

ข้อสอบ IC Plain เป็นแบบทำผ่านคอมพิวเตอร์ (computer-based) แบ่งเป็น 3 ส่วน รวม 100 ข้อ ภายในเวลา 2.5 ชั่วโมง

ส่วนที่ 1 · ข้อ 1–30
30 ข้อ
ความรู้พื้นฐานการลงทุน + การคำนวณ
ระบบการเงิน ตลาดทุน การวิเคราะห์หลักทรัพย์เบื้องต้น ผลตอบแทน/ความเสี่ยง และโจทย์คำนวณ — ดูสูตรด้านล่าง
ส่วนที่ 2 · ข้อ 31–50
20 ข้อ
จรรยาบรรณและมาตรฐานการปฏิบัติงาน
มีเกณฑ์ผ่านแยกต่างหากจากคะแนนรวม — เป็นส่วนที่คนตกบ่อยที่สุดเพราะเป็นคำถามแนว "ข้อใดไม่ถูกต้อง"
ส่วนที่ 3 · ข้อ 51–100
50 ข้อ
ความรู้ผลิตภัณฑ์ตราสารทั่วไป
ตราสารหนี้ ตราสารทุน กองทุนรวม/หน่วยลงทุน คุณลักษณะและความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์
เวลาสอบ2.5 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่านรวม70 / 100 ข้อ
เกณฑ์ผ่านจรรยาบรรณ14 / 20 ข้อ

ข้อสำคัญ: ต้องผ่านทั้งสองเกณฑ์พร้อมกัน — ได้ 85/100 รวม แต่จรรยาบรรณตอบถูกแค่ 12/20 ก็ยังไม่ผ่าน

แผนที่คะแนนแบบละเอียด — คะแนนแต่ละบทตามหลักสูตรติวสอบจริง
ส่วนที่ 1 · พื้นฐาน+คำนวณ30
พื้นฐานระบบการเงิน/ตลาดทุน6
ปัจจัยแวดล้อมการลงทุนและตลาดการเงิน3
ตราสารการเงินและการจัดสรรเงินลงทุน3
ผลตอบแทน/ความเสี่ยง12
ผลตอบแทน-ความเสี่ยงรายหลักทรัพย์6
ผลตอบแทน-ความเสี่ยงกลุ่มหลักทรัพย์ (พอร์ต)6
การวิเคราะห์หลักทรัพย์10
วิเคราะห์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม4
วิเคราะห์บริษัท (งบการเงิน/อัตราส่วน)4
วิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค2
การลงทุนต่างประเทศ2
การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ2
ส่วนที่ 2 · จรรยาบรรณ20
แนวปฏิบัติ8
จรรยาบรรณของบุคคลและองค์กร (Fair Dealing 8 ด้าน)8
มาตรฐานการปฏิบัติงาน7
มาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับ IC7
การให้คำแนะนำ5
ขั้นตอนการให้คำแนะนำการลงทุน5
ส่วนที่ 3 · ผลิตภัณฑ์50
ตราสารทุน17
ภาพรวมตราสารทุน6
การประเมินมูลค่าตราสารทุน3
ตราสารที่เกี่ยวเนื่อง (Warrant/DW/NVDR/DR)5
การซื้อขายใน SET3
ตราสารหนี้17
ความรู้พื้นฐานตราสารหนี้6
การประเมินมูลค่าตราสารหนี้3
ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้5
การซื้อขายตราสารหนี้3
กองทุนรวม16
ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม7
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวม5
พื้นฐานการวิเคราะห์กองทุนรวม+กลยุทธ์ลงทุน4
02

สูตรคำนวณที่ต้องรู้

โจทย์คำนวณในส่วนที่ 1 มักวนอยู่ไม่กี่รูปแบบ — ด้านล่างคือ 14 สูตรที่พบบ่อยที่สุดจากทั้ง 3 หมวด พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงทีละขั้น เน้นจุดที่ออกสอบบ่อย

01อัตราผลตอบแทนจากการถือครอง (Holding Period Return)

ผลตอบแทนรวมที่ได้จากการถือสินทรัพย์ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง นับรวมทั้งกำไร/ขาดทุนจากราคาและเงินปันผล/ดอกเบี้ยที่ได้รับ

HPR = (P1 − P0 + D) / P0

P0 = ราคาซื้อตอนต้น · P1 = ราคาขาย/มูลค่าปัจจุบัน · D = เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ได้รับระหว่างถือ

ซื้อหุ้นที่ 50 บาท ถือ 1 ปี ได้ปันผล 2 บาท ขายที่ 57 บาท
HPR = (57 − 50 + 2) / 50 = 9 / 50 = 18%
ราคาซื้อ P0
50.00
ปันผล D
2.00
ราคาขาย P1
57.00
HPR
18.0%
02มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per Unit)

ราคาต่อหน่วยของกองทุนรวม คำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน หักหนี้สินแล้วหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนที่มีอยู่

NAV/หน่วย = (สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม) / จำนวนหน่วยลงทุน

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนคำนวณ ณ สิ้นวันทำการ ตามราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ถืออยู่จริง

กองทุนมีสินทรัพย์รวม 105 ล้านบาท หนี้สิน 5 ล้านบาท มีหน่วยลงทุนทั้งหมด 10 ล้านหน่วย
NAV/หน่วย = (105,000,000 − 5,000,000) / 10,000,000 = 10.00 บาท/หน่วย
สินทรัพย์
105M
หนี้สิน
5M
สินทรัพย์สุทธิ
100M
NAV/หน่วย
10.00
03อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Current Yield & YTM โดยประมาณ)

Current Yield วัดผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเทียบราคาตลาดปัจจุบัน ส่วน YTM (Yield to Maturity) ประมาณผลตอบแทนรวมหากถือจนครบอายุ

Current Yield = ดอกเบี้ยต่อปี / ราคาตลาด
YTM ≈ [ดอกเบี้ยต่อปี + (ราคาไถ่ถอน−ราคาตลาด)/ปีที่เหลือ] / (ราคาไถ่ถอน+ราคาตลาด)/2

พันธบัตรราคาต่ำกว่าพาร์ (discount) → YTM สูงกว่า Current Yield · ราคาสูงกว่าพาร์ (premium) → YTM ต่ำกว่า Current Yield

พันธบัตรหน้าตั๋ว 1,000 บาท ดอกเบี้ย 5% (50 บาท/ปี) ซื้อที่ราคาตลาด 950 บาท เหลืออายุ 5 ปี
Current Yield = 50 / 950 = 5.26%
YTM ≈ [50 + (1000−950)/5] / [(1000+950)/2] = 60 / 975 = 6.15%
ราคาตลาด
950
ราคาพาร์
1,000
Current Yield
5.26%
YTM ≈
6.15%
04ผลตอบแทนเฉลี่ยและความเสี่ยง (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

ผลตอบแทนเฉลี่ยบอกว่า "โดยเฉลี่ยได้เท่าไร" ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) บอกว่า "ผลตอบแทนแต่ละปีแกว่งออกจากค่าเฉลี่ยแค่ไหน" — SD สูง = ความเสี่ยงสูง

ค่าเฉลี่ย = Σ ผลตอบแทนแต่ละปี / จำนวนปี
SD = √[ Σ(ผลตอบแทน−ค่าเฉลี่ย)² / จำนวนปี ]

กองทุนสองกองที่ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนเท่ากัน แต่ SD สูงกว่า = เสี่ยงกว่า เพราะผลตอบแทนแกว่งขึ้นลงรุนแรงกว่า

กองทุน A ผลตอบแทน 3 ปี: 10%, 12%, 8% → ค่าเฉลี่ย = 30/3 = 10%
ส่วนต่าง: 0, +2, −2 → กำลังสอง: 0, 4, 4 → เฉลี่ย = 8/3 = 2.67 → SD = √2.67 ≈ 1.63%
ปีที่ 1
10%
ปีที่ 2
12%
ปีที่ 3
8%
ค่าเฉลี่ย
10.0%
SD (เสี่ยง)
1.63%
05อัตราส่วนหุ้นพื้นฐาน (Dividend Yield & P/E)

Dividend Yield บอกผลตอบแทนเงินสดจากปันผลเทียบราคาหุ้น ส่วน P/E บอกว่าตลาดยอมจ่ายกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น (EPS)

Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้นต่อปี / ราคาหุ้น
P/E = ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น (EPS)

P/E สูง อาจหมายถึงตลาดคาดการณ์การเติบโตสูง หรือหุ้นมีราคาแพงเทียบกำไรปัจจุบัน — ต้องดูเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ

หุ้นราคา 100 บาท จ่ายปันผล 4 บาท/ปี กำไรต่อหุ้น (EPS) 5 บาท
Dividend Yield = 4/100 = 4%  ·  P/E = 100/5 = 20 เท่า
ราคาหุ้น
100
ปันผล/หุ้น
4.00
Div. Yield
4.0%
P/E
20×
06ราคาตราสารหนี้จากกระแสเงินสดคิดลด (Bond Pricing)

ราคาพันธบัตรคือผลรวมของมูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยแต่ละงวด บวกมูลค่าปัจจุบันของเงินต้นที่จะได้คืนเมื่อครบกำหนด คิดลดด้วยอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (YTM)

P0 = C₁/(1+YTM) + C₂/(1+YTM)² + (C₃+PAR)/(1+YTM)³

เทียบอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (C) กับ YTM: C < YTM → ราคาต่ำกว่าพาร์ (Discount) · C = YTM → ราคาเท่าพาร์ (Par) · C > YTM → ราคาสูงกว่าพาร์ (Premium)

พันธบัตรพาร์ 1,000 บาท ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 5% ต่อปี (50 บาท/ปี) เหลืออายุ 3 ปี ตลาดต้องการผลตอบแทน YTM = 4%
P0 = 50/1.04 + 50/1.04² + 1,050/1.04³ = 48.08 + 46.23 + 933.44 = ≈ 1,027.75 บาท (Premium เพราะ C 5% > YTM 4%)
PV ดอกเบี้ยปี 1
48.08
PV ดอกเบี้ยปี 2
46.23
PV เงินต้น+ดบ.ปี 3
933.44
ราคาพันธบัตร P0
1,027.75
07ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Duration โดยประมาณ)

Duration วัดว่าราคาตราสารหนี้จะไหวตัวมากแค่ไหนเมื่ออัตราผลตอบแทนตลาด (Yield) เปลี่ยนไป — ยิ่ง Duration สูง ราคายิ่งผันผวนเมื่อดอกเบี้ยขยับ

Duration = (V₋ − V₊) / (2 × V₀ × ΔY)

V₋ = ราคาพันธบัตรเมื่อ Yield ลดลง · V₊ = ราคาเมื่อ Yield เพิ่มขึ้น · V₀ = ราคาปัจจุบัน · ΔY = การเปลี่ยนแปลงของ Yield (เป็นทศนิยม)

พันธบัตรราคาปัจจุบัน 1,000 บาท: ถ้า Yield ลด 0.5% ราคาขึ้นเป็น 1,030 · ถ้า Yield เพิ่ม 0.5% ราคาลงเหลือ 972
Duration = (1,030 − 972) / (2 × 1,000 × 0.005) = 58 / 10 = 5.8 ปี
Yield ↓ (V₋)
1,030
ราคาปัจจุบัน (V₀)
1,000
Yield ↑ (V₊)
972
Duration
5.8 ปี
08อัตราวัดผลการดำเนินงานกองทุน (Sharpe / Treynor / Jensen)

ใช้เปรียบเทียบว่ากองทุนหรือพอร์ตให้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงที่รับมาหรือไม่ — Sharpe ใช้ความเสี่ยงรวม (SD) ส่วน Treynor และ Jensen ใช้ความเสี่ยงเชิงระบบ (Beta) เท่านั้น

Sharpe = (Rp − Rf) / σp  ·  Treynor = (Rp − Rf) / βp
Jensen's α = Rp − [Rf + (Rm − Rf)βp]

Rp = ผลตอบแทนพอร์ต · Rf = ผลตอบแทนสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยง · Rm = ผลตอบแทนตลาด · σp = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของพอร์ต · βp = ความเสี่ยงเชิงระบบ · Jensen's α เป็นบวก = ทำผลงานได้ดีกว่าที่ CAPM คาดไว้ · จำไว้ว่า Total Risk = Systematic Risk (วัดด้วย β) + Unsystematic Risk (วัดด้วย SD) — การกระจายการลงทุนช่วยลดได้เฉพาะ Unsystematic Risk เท่านั้น

พอร์ต Rp=12%, Rf=2%, σp=8%, βp=1.2, Rm=9%
Sharpe = (12−2)/8 = 1.25  ·  Treynor = (12−2)/1.2 = 8.33%
CAPM E(R) = 2+(9−2)×1.2 = 10.4% → Jensen's α = 12−10.4 = +1.6% (ทำได้ดีกว่าที่ควรจะเป็น)
Rp
12%
CAPM E(R)
10.4%
Sharpe
1.25
Treynor
8.33%
Jensen's α
+1.6%
09เงินเฟ้อกับผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return)

ตัวเลขผลตอบแทนที่เห็น (Nominal) ไม่ได้สะท้อนอำนาจซื้อที่แท้จริง ต้องหักผลของเงินเฟ้อออกก่อนเสมอ — ใช้ได้ทั้งกับผลตอบแทนการลงทุนทั่วไปและอัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง (Risk-free Rate)

ผลตอบแทนที่แท้จริง = ผลตอบแทนที่ได้จริง (Nominal)อัตราเงินเฟ้อ
Rf ที่แท้จริง = Rf ที่ประกาศอัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อคำนวณจาก (CPI ปีนี้/CPI ปีก่อน) − 1 · ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบได้ ถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ

กองทุนให้ผลตอบแทนปีนี้ 8% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3%
ผลตอบแทนที่แท้จริง = 8% − 3% = 5%  ·  ถ้า Rf (ตั๋วเงินคลัง) ปีนั้น = 2% → Real Rf = 2% − 3% = −1%
ผลตอบแทน Nominal
8%
เงินเฟ้อ
3%
ผลตอบแทนที่แท้จริง
5%
Real Rf
−1%
10ค่าเฉลี่ยเลขคณิตกับเรขาคณิต (Arithmetic vs Geometric Mean)

คำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยหลายปีมีสองวิธีที่ให้ค่าต่างกัน — AM ใช้ประมาณผลตอบแทนคาดหวังปีถัดไป ส่วน GM สะท้อนผลตอบแทนจริงที่ได้รับตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา (คิดผลทบต้น)

AM = (r₁ + r₂) / 2  ·  GM = √[(1+r₁)(1+r₂)]1

AM ≥ GM เสมอ · AM = GM ก็ต่อเมื่อ r₁ = r₂ (ผลตอบแทนเท่ากันทุกปี) — ยิ่งผลตอบแทนแต่ละปีแกว่งมาก ส่วนต่างระหว่าง AM กับ GM ยิ่งมาก เป็นจุดที่ข้อสอบชอบหลอก

กองทุนได้ผลตอบแทนปีที่ 1 = +50% ปีที่ 2 = −50%
AM = (50% + (−50%)) / 2 = 0%  ·  GM = √(1.50 × 0.50) − 1 = √0.75 − 1 ≈ −13.4%
แม้ AM จะบอกว่า "เฉลี่ยเท่าทุน" แต่ความจริงนักลงทุนขาดทุนสุทธิ 13.4% — GM คือค่าที่ถูกต้องกว่าเมื่อพูดถึงผลตอบแทนสะสมจริง
ปีที่ 1
+50%
ปีที่ 2
−50%
AM
0.0%
GM (ของจริง)
−13.4%
11ส่วนลดตั๋วเงินคลังและผลตอบแทนหลังหักภาษี

ตั๋วเงินคลังและตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นมักขายแบบหักส่วนลด (Discount Basis) ไม่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด ต้องแปลงส่วนลดเป็นอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงก่อนเปรียบเทียบกับตราสารอื่น และอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย

ส่วนลด = อัตราส่วนลดต่อปี × จำนวนวัน / 360
ผลตอบแทนที่แท้จริง = ส่วนลด / ต้นทุนซื้อ × 365 / จำนวนวัน

ต้นทุนซื้อ = ราคาหน้าตั๋ว − ส่วนลด · ดอกเบี้ย/ส่วนลดจากตราสารหนี้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (Final Tax) เสมอสำหรับบุคคลธรรมดา → ผลตอบแทนหลังภาษี = ผลตอบแทนก่อนภาษี × 0.85

ตั๋วเงินคลังหน้าตั๋ว 1,000,000 บาท อายุ 180 วัน อัตราส่วนลด 3% ต่อปี
ส่วนลด = 1,000,000 × 3% × 180/360 = 15,000 บาท → ต้นทุนซื้อ = 1,000,000 − 15,000 = 985,000 บาท
ผลตอบแทนที่แท้จริง = 15,000/985,000 × 365/180 ≈ 3.09% ต่อปี → หลังหักภาษี 15% = 3.09% × 0.85 ≈ 2.63% ต่อปี
ส่วนลด
15,000
ต้นทุนซื้อ
985,000
ผลตอบแทนก่อนภาษี
3.09%
ผลตอบแทนหลังภาษี
2.63%
12สัมประสิทธิ์ความแปรผัน (Coefficient of Variation)

ใช้เปรียบเทียบความเสี่ยง "ต่อหน่วยผลตอบแทน" ระหว่างสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เท่ากัน — เหมาะกว่าการดู SD เปล่าๆ เมื่อสองสินทรัพย์มีผลตอบแทนคาดหวังต่างกัน

CV = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) / ผลตอบแทนเฉลี่ย

CV ยิ่งต่ำยิ่งดี (ความเสี่ยงต่อหน่วยผลตอบแทนน้อยกว่า) — ใช้เปรียบเทียบสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนคาดหวังไม่เท่ากันได้แม่นยำกว่าการเทียบ SD ตรงๆ

กองทุน A ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% SD 4% → CV = 4/10 = 0.40
กองทุน B ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% SD 6% → CV = 6/20 = 0.30 → แม้ B มี SD สูงกว่า แต่ CV ต่ำกว่า จึงเสี่ยงน้อยกว่า "ต่อหน่วยผลตอบแทน"
กองทุน A · SD
4%
กองทุน A · CV
0.40
กองทุน B · SD
6%
กองทุน B · CV
0.30
13การประเมินมูลค่าหุ้น (DDM, P/E, P/BV)

สามวิธีหลักในการหามูลค่าที่เหมาะสม (Intrinsic Value) ของหุ้น เพื่อเทียบกับราคาตลาดว่าหุ้นถูกหรือแพง — DDM อิงกระแสเงินปันผลในอนาคต ส่วน P/E และ P/BV เป็นวิธีเทียบสัดส่วน (Relative Valuation) กับกำไรหรือมูลค่าทางบัญชี

DDM: P₀ = D₀×(1+g) / (Rs−g)
P/E: P₀ = P/E เฉลี่ยอุตสาหกรรม × EPS
P/BV: P₀ = P/BV เฉลี่ยอุตสาหกรรม × BV ต่อหุ้น

g = อัตราการเติบโตของเงินปันผล · Rs = อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ (ต้อง Rs > g เสมอ) · ถ้าราคาที่ประเมินได้สูงกว่าราคาตลาด แปลว่าหุ้น "ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง" (Undervalued) น่าสนใจซื้อ

บริษัทเพิ่งจ่ายปันผล D₀ = 2 บาท คาดโต g = 5% ต่อปี นักลงทุนต้องการผลตอบแทน Rs = 10%
DDM: P₀ = 2×1.05/(0.10−0.05) = 2.10/0.05 = 42.00 บาท
อุตสาหกรรมเดียวกันซื้อขายที่ P/E เฉลี่ย 15 เท่า บริษัท EPS = 3 บาท → P/E: P₀ = 15×3 = 45.00 บาท
อุตสาหกรรม P/BV เฉลี่ย 2 เท่า บริษัทมี BV/หุ้น = 20 บาท → P/BV: P₀ = 2×20 = 40.00 บาท
ถ้าราคาตลาดปัจจุบัน = 38 บาท ต่ำกว่าทั้ง 3 วิธี → หุ้นอาจ Undervalued
DDM
42.00
P/E
45.00
P/BV
40.00
ราคาตลาดปัจจุบัน
38.00
14มูลค่าที่แท้จริงและพรีเมียมของใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)

มูลค่า Warrant ประกอบด้วยมูลค่าที่แท้จริง (ส่วนต่างที่ใช้สิทธิได้กำไรทันที) บวกมูลค่าเวลา (ความคาดหวังว่าราคาหุ้นจะขยับต่อก่อนหมดอายุ) ส่วน Premium บอกว่าตลาดยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริงกี่ % เทียบกับราคาหุ้น

มูลค่า Warrant = มูลค่าที่แท้จริง + มูลค่าเวลา
Premium = W − (S−X) / S

S = ราคาหุ้นอ้างอิงปัจจุบัน · X = ราคาใช้สิทธิ · W = ราคาตลาดของ Warrant · Premium สูง = ต้องรอราคาหุ้นขึ้นอีกมากกว่าจะคุ้ม (ความเสี่ยงสูงกว่า)

หุ้น ABC ราคา S = 45 บาท ใช้สิทธิที่ X = 40 บาท ซื้อขาย Warrant ที่ W = 8 บาท
มูลค่าที่แท้จริง = S−X = 45−40 = 5.00 บาท (มูลค่าเวลา = 8−5 = 3.00 บาท)
Premium = (8−(45−40))/45 = 3/45 ≈ 6.67%
ราคาหุ้น S
45.00
ราคาใช้สิทธิ X
40.00
ราคา Warrant W
8.00
Premium
6.67%
03

จรรยาบรรณที่ออกสอบบ่อย

ส่วนที่คนสอบตกบ่อยที่สุดไม่ใช่เพราะยาก แต่เพราะโจทย์ชอบถามแบบ "ข้อใดไม่ถูกต้อง" หรือ "ข้อใดไม่ควรทำ" — หลักการทั่วไปที่ต้องยึดไว้คือ:

ผลประโยชน์ของลูกค้ามาก่อนเสมอ
ห้ามแนะนำผลิตภัณฑ์เพราะได้ค่าคอมมิชชันสูงกว่า หากไม่เหมาะกับลูกค้า (Suitability)
เปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ต้องแจ้งลูกค้าหากตนเองหรือบริษัทมีส่วนได้เสียในผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ ก่อนให้คำแนะนำ
ไม่รับรองผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน
ห้ามการันตีผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงด้านราคา เช่น หุ้นหรือกองทุนรวม
ให้ข้อมูลครบถ้วน ไม่บิดเบือน
ต้องอธิบายทั้งด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ห้ามเน้นแต่ข้อดีหรือปกปิดข้อเสีย
รักษาความลับของลูกค้า
ห้ามเปิดเผยข้อมูลการลงทุนหรือฐานะการเงินของลูกค้าให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ประเมินความเหมาะสมก่อนแนะนำ
ต้องรู้จักลูกค้า (Know Your Customer) ทั้งเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับรับความเสี่ยงได้ ก่อนแนะนำผลิตภัณฑ์ใด ๆ
ห้ามสร้างราคาหลักทรัพย์
ห้ามส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อทำให้ราคาหรือปริมาณซื้อขายผิดไปจากสภาพตลาดที่แท้จริง (Market Manipulation)
ห้ามเปิดบัญชี Nominee
ห้ามให้ลูกค้าใช้ชื่อบุคคลอื่นเปิดบัญชีซื้อขายแทนตัวเอง เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผู้ลงทุน
เกณฑ์รายงานธุรกรรมต้องสงสัย (ปปง.) — ธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาท ขึ้นไป หรือธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป ต้องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แม้ลูกค้าจะทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการก็ตาม เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่แยกจากดุลยพินิจส่วนตัว
04

ตารางอ้างอิงที่ต้องจำ

ตัวเลขและสัญลักษณ์เหล่านี้ออกสอบเป็นข้อ "จำตรง ๆ" บ่อยมากในส่วนที่ 3 — ไม่ต้องคำนวณ แค่จำให้แม่น

01อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

AAA AA A BBB BB B C D
Investment Grade (AAA–BBB)High Yield/Default (BB–D)

เส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ BBB/BB — ต่ำกว่า BBB ถือเป็นตราสารความเสี่ยงสูง (Speculative/High Yield)

02บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account)

Maintenance 35% Force Sell 25%
50%Initial Margin — วางหลักประกันเริ่มต้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมูลค่าซื้อ
35%Maintenance Margin — ต้องดำรงสัดส่วนหลักประกันไม่ต่ำกว่านี้
25%Force Margin — ต่ำกว่านี้โบรกเกอร์มีสิทธิบังคับขาย (Force Sell)

03DW เทียบกับ Warrant

DWWarrant
อายุไม่เกิน 2 ปีไม่เกิน 10 ปี
ผู้ออกสถาบันการเงินบริษัทเจ้าของหุ้นเอง
ที่มาของหุ้นซื้อขายใน SETออกหุ้นใหม่เมื่อใช้สิทธิ
ประเภทสิทธิมีทั้ง Call และ Putส่วนใหญ่เป็น Call

04ตลาดตราสารหนี้ (ThaiBMA/TBX)

ขั้นต่ำซื้อขายขั้นต่ำ 100 หน่วย (พาร์รวม 100,000 บาท)
สูงสุดไม่เกิน 10,000 หน่วยต่อคำสั่ง (10 ล้านบาท)
Tickส่วนเปลี่ยนราคาขั้นต่ำ 0.01 บาท ไม่มี Ceiling/Floor
ชำระชำระราคา/ส่งมอบแบบ T+2
สัญลักษณ์XI = ตัดสิทธิดอกเบี้ยงวดถัดไป · XP = ตัดสิทธิรับเงินต้น

05สัญลักษณ์การซื้อขายใน SET

XD/XRไม่ได้สิทธิรับปันผล / ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
XM/XAไม่ได้สิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น / ไม่ได้สิทธิทุกประเภทรวมกัน
Hหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 รอบ (Trading Halt)
SPห้ามซื้อขายตั้งแต่ 2 รอบขึ้นไป จนกว่าจะชี้แจง
NP/NRมีข้อมูลรอชี้แจง / ชี้แจงข้อมูลตามที่ร้องขอแล้ว

06ความเสี่ยงของกองทุนรวม (7 ประเภท)

1Credit Risk — ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารผิดนัดชำระ
2Market Risk — ความเสี่ยงจากราคาตลาดผันผวนโดยรวม
3Concentration Risk — กระจุกตัวลงทุนในสินทรัพย์/กลุ่มเดียว
4Liquidity Risk — ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยากในเวลาที่ต้องการ
5Reinvestment Risk — ต้องนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราที่อาจต่ำลง
6Exchange Rate Risk — ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินลงทุนต่างประเทศ
7Fund Manager Risk — ความเสี่ยงจากฝีมือ/การตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน

07ราคาซื้อขายหุ้นใน SET

Ceilingราคาสูงสุด/ต่ำสุดที่เสนอได้ ±30% จากราคาปิดวันก่อนหน้า
จับคู่ใช้หลัก Price then Time Priority (ราคาดีกว่าก่อน เวลาก่อนก่อน)
ช่วงราคา (บาท)Tick ขั้นต่ำ
ต่ำกว่า 20.01
2 – 50.02
5 – 100.05
10 – 250.10
25 – 1000.25
100 – 2000.50
200 – 4001.00
400 ขึ้นไป2.00

08ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์

Cashวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อทุกครั้ง เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ต้องการก่อหนี้
Cash Balanceวางเงิน/หลักทรัพย์ค้ำประกันไว้ล่วงหน้าเป็นวงเงิน แล้วซื้อขายได้ภายในวงเงินนั้น
Credit Balanceบัญชีมาร์จิ้น กู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ซื้อหุ้นเพิ่มได้ ต้องดำรงหลักประกันตามเกณฑ์ (ดูการ์ด 02)

09NVDR, DR และ TSR

NVDRNon-Voting Depositary Receipt — ได้สิทธิผลตอบแทนเหมือนหุ้นสามัญทุกอย่าง ยกเว้นสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เหมาะกับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเลี่ยงข้อจำกัดสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติ
DRDepositary Receipt — ให้นักลงทุนไทยลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายต่างประเทศเอง
TSRTransferable Subscription Right — สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอน/ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ คล้าย Warrant แต่มีอายุสั้นมาก (ไม่เกิน 2 เดือน)

10ประเภทตราสารหนี้ & ความเสี่ยง 11 ด้าน

ระยะสั้นตั๋วเงินคลัง (T-Bill) · ตั๋วแลกเงิน (B/E) · ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) — อายุไม่เกิน 1 ปี
ระยะยาวพันธบัตรรัฐบาล · หุ้นกู้บริษัทเอกชน · หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible) · หุ้นกู้ด้อยสิทธิ

ความเสี่ยงหลักที่ออกสอบ 11 ด้าน: อัตราดอกเบี้ย (ราคาสวนทาง Yield) · เครดิต (ผิดนัดชำระ) · สภาพคล่อง · การไถ่ถอนก่อนกำหนด · Yield Curve เปลี่ยนรูป · อัตราเงินเฟ้อ · อัตราแลกเปลี่ยน · เหตุการณ์ไม่คาดฝัน · กฎหมาย · ความเสี่ยงประเทศ · ไม่เข้าใจลักษณะตราสารที่ซับซ้อน

11การจัดประเภทกองทุนรวม

ตามโครงสร้างกองทุนปิด (ไถ่ถอนตามกำหนดเวลาเท่านั้น) · กองทุนเปิด (ซื้อขายได้ต่อเนื่อง)
ตามนโยบายลงทุนกองทุนตราสารหนี้ · กองทุนตราสารทุน · กองทุนผสม · กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก
ตามสินทรัพย์เฉพาะกองทุนตลาดเงิน, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ, ETF, Term Fund ฯลฯ
ตามนโยบายจ่ายผลตอบแทนจ่ายเงินปันผล · ไม่จ่ายเงินปันผล (สะสมมูลค่า) · ขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ

12วัฏจักรเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

วัฏจักรเศรษฐกิจ 4 ช่วงฟื้นตัว (Recovery) → รุ่งเรือง (Boom/Peak) → ถดถอย (Recession) → ตกต่ำสุด (Trough)
วัฏจักรอุตสาหกรรม 3 ช่วงเริ่มต้น (เติบโตเร็ว) → เติบโตเต็มที่ (แข่งขันสูง) → ถดถอยตามภาวะเศรษฐกิจ
ตัวแปรมหภาคหลักGDP · อัตราเงินเฟ้อ · อัตราดอกเบี้ย · อัตราแลกเปลี่ยน · อัตราการว่างงาน

13การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

ช่องทางกองทุนรวม (Fund of Fund / Feeder Fund) หรือลงทุนโดยตรงผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต
เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง FXFX Forward · FX Option · Currency Future — ใช้ล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า
ความเสี่ยงเพิ่มเติมนอกจากความเสี่ยงของสินทรัพย์เอง ยังมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงเฉพาะของประเทศนั้นๆ (Country Risk)
05

กรอบการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

ใช้ประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และบริษัท (ส่วนที่ 1) และการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคเบื้องต้น

SWOT Analysis — วิเคราะห์บริษัท

Strengthsจุดแข็งภายในกิจการ เช่น แบรนด์ เทคโนโลยี เงินทุน
Weaknessesจุดอ่อนภายในกิจการ เช่น ต้นทุนสูง หนี้สินมาก
Opportunitiesโอกาสจากภายนอก เช่น ตลาดใหม่ นโยบายเอื้อ
Threatsภัยคุกคามจากภายนอก เช่น คู่แข่ง กฎระเบียบใหม่

PESTLE — วิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหภาค

P Political การเมือง
E Economic เศรษฐกิจ
S Social สังคม
T Technological เทคโนโลยี
L Legal กฎหมาย
E Environmental สิ่งแวดล้อม

Five Force Model (M. Porter) — แรงกดดันการแข่งขัน

ระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรม
คู่แข่งรายเดิม
คู่แข่งรายใหม่
สินค้า/บริการทดแทน
อำนาจต่อรองผู้ผลิต (Supplier)
อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ (Buyer)

Dow Theory — พื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค

1ราคาหุ้นได้สะท้อนทุกปัจจัยที่รับรู้แล้วในตลาด
2ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม จนกว่าจะมีสัญญาณกลับตัวชัดเจน
3ประวัติศาสตร์ราคามีแนวโน้มซ้ำรอยเดิม

กลยุทธ์การลงทุนกองทุนรวม

DCADollar Cost Average — ทยอยลงทุนเงินเท่าๆ กันเป็นงวด ลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิด
Asset Allocationจัดสัดส่วนสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ — อนุรักษ์นิยม / ปานกลาง / เชิงรุก
Core-Satelliteเงินส่วนใหญ่ถือกองทุนหลักที่มั่นคง (Core) ส่วนน้อยกระจายไปกองทุนเฉพาะทางที่หวังผลตอบแทนสูงกว่า (Satellite)
06

ข้อสอบจำลอง

โครงสร้างและเกณฑ์ให้คะแนนเหมือนข้อสอบจริงทุกส่วน ใช้ฝึกจับเวลาและวัดว่าผ่านเกณฑ์ทั้งสองข้อพร้อมกันหรือยัง

อ้างอิงโครงสร้างข้อสอบจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ: สถาบันฝึกอบรม ATI-ASCO, thaipfa.co.th, kititouch.com และบทความรีวิวผู้เข้าสอบจริง สืบค้นเดือนกันยายน 2569 — เนื้อหาทั้งหมดจัดทำโดย SPACEZ เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้รับการรับรองจาก TSI, ATI-ASCO หรือสำนักงาน ก.ล.ต. แต่อย่างใด และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

หัวข้อย่อย · ตารางอ้างอิง 01

เจาะลึกอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

อันดับความน่าเชื่อถือบอก "โอกาสผิดนัดชำระหนี้" ของผู้ออกตราสาร/ตัวตราสารเอง ยิ่งอันดับสูง ยิ่งมีโอกาสผิดนัดต่ำ — ไม่ได้บอกว่าราคาจะขึ้นหรือลง เป็นคนละเรื่องกับการวิเคราะห์ราคาหุ้น

AAAความเสี่ยงต่ำที่สุด มักเป็นพันธบัตรรัฐบาล/บริษัทขนาดใหญ่มาก
AA–Aคุณภาพดีถึงดีมาก ยังอยู่ในกลุ่ม Investment Grade
BBBคุณภาพปานกลาง เป็นขั้นต่ำสุดที่ยังนับเป็น Investment Grade
BB ลงไปเข้าเขต Speculative / High Yield (บางครั้งเรียก "junk") ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง
Dอยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้แล้ว

แต่ละอันดับมักมีเครื่องหมาย + / - หรือตัวเลข 1/2/3 ต่อท้าย (เช่น A+, A, A- หรือ A1, A2, A3) เพื่อไล่ระดับความละเอียดภายในอันดับตัวอักษรเดียวกัน

สถาบันจัดอันดับหลัก
ในไทย: TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) เป็นผู้จัดอันดับหลักของตราสารหนี้ไทย
ระดับสากล: S&P, Moody's และ Fitch Ratings — แต่ละเจ้าใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรต่างกันเล็กน้อย (เช่น Moody's ใช้ Aaa/Aa/A/Baa แทน AAA/AA/A/BBB) แต่ความหมายเชิงคุณภาพเทียบเคียงกันได้

หมายเหตุ: หลักการนี้เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไปเรื่อง credit rating ไม่ใช่ตัวเลข/รายละเอียดเฉพาะของข้อสอบ IC Plain ชุดใดชุดหนึ่ง
หัวข้อย่อย · ตารางอ้างอิง 08

เจาะลึกบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ 3 แบบ

Cash Accountต้องมีเงินสดในบัญชีเต็มมูลค่าก่อนส่งคำสั่งซื้อทุกครั้ง ไม่มีการกู้ยืม ความเสี่ยงจำกัดอยู่ที่เงินต้นของตัวเอง เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่หรือคนที่ไม่ต้องการก่อหนี้
Cash Balanceวางเงินสด/ทรัพย์สินค้ำประกันไว้ล่วงหน้าเป็น "วงเงิน" กับโบรกเกอร์ จากนั้นซื้อขายได้ภายในวงเงินที่วางไว้โดยไม่ต้องโอนเงินมาก่อนทุกไม้ สะดวกกว่า cash account แต่ยังไม่ใช่การกู้ยืม
Credit Balance (Margin)โบรกเกอร์ให้กู้ยืมเงินส่วนหนึ่งเพื่อซื้อหลักทรัพย์ได้มากกว่าเงินสดที่มี ต้องวางหลักประกันขั้นต่ำตามเกณฑ์ Initial/Maintenance/Force Margin (ดูการ์ดหมายเลข 02 ด้านบน) และมีความเสี่ยงถูก Force Sell หากมูลค่าหลักประกันร่วงต่ำกว่าเกณฑ์

ทุกบัญชียังต้องผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker) ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เสมอ และหลักทรัพย์ของลูกค้า จะถูกฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ในนามผู้ถือหุ้นแทน (Custodian) ไม่ใช่ถือใบหุ้นจริงแบบกระดาษอีกต่อไป

หมายเหตุ: เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไปเรื่องโครงสร้างบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดไทย ใช้ประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
หัวข้อย่อย · ตารางอ้างอิง 03

เจาะลึก DW กับ Warrant — Gearing & การชำระราคา

Gearing= ราคาหุ้นอ้างอิง ÷ (ราคา DW × อัตราใช้สิทธิ) บอกว่าเงินก้อนเดียวกันซื้อ DW ได้ "อำนาจควบคุม" หุ้นอ้างอิงกี่เท่า เทียบกับซื้อหุ้นตรงๆ
Effective Gearing= Gearing × Delta ตัวเลขนี้บอกใกล้เคียงความจริงกว่า — ถ้าหุ้นอ้างอิงขึ้น 1% ราคา DW จะขยับประมาณกี่ % ตาม Effective Gearing นี้
การชำระราคาDW ในตลาดไทยชำระเป็นเงินสดเสมอ (Cash Settlement) เมื่อครบอายุหรือใช้สิทธิ ไม่มีการส่งมอบหุ้นจริง ส่วน Warrant เมื่อใช้สิทธิอาจได้รับหุ้นจริงตามอัตราที่กำหนด
Time DecayDW มีอายุสั้น (ไม่เกิน 2 ปี) มูลค่าทางเวลา (Time Value) จะสึกกร่อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้วันหมดอายุ แม้ราคาหุ้นอ้างอิงไม่ขยับเลยก็ตาม
หมายเหตุ: เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไปเรื่องกลไก DW/Warrant ใช้ประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
หัวข้อย่อย · ตารางอ้างอิง 06

Risk Spectrum 8 ระดับ ที่ใช้จัดกลุ่มกองทุนรวมไทย

นอกจาก 7 ประเภทความเสี่ยงด้านบน (Credit/Market/ฯลฯ) ก.ล.ต. ไทยยังให้กองทุนทุกกองแปะ "ระดับความเสี่ยง" 1–8 ไว้หน้าแรกของ Fund Factsheet เพื่อให้เทียบกันง่ายๆ ระหว่างกองทุน — ยิ่งเลขสูง ยิ่งเสี่ยงสูง

1กองทุนตลาดเงินในประเทศ — เสี่ยงต่ำสุด ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศ
2กองทุนตลาดเงินที่ลงทุนต่างประเทศบางส่วน
3กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป
4กองทุนตราสารหนี้ที่มีสัดส่วนความเสี่ยงสูงขึ้น (เช่น High Yield Bond)
5กองทุนผสม (Mixed/Balanced) ถือทั้งหุ้นและตราสารหนี้
6กองทุนตราสารทุน (หุ้น) ทั่วไป
7กองทุนตราสารทุนเฉพาะกลุ่ม/เฉพาะประเทศ (Sector/Country Fund) กระจุกตัวสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป
8กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกหรือมีความซับซ้อนสูง เช่น Commodity, REITs บางประเภท — เสี่ยงสูงสุด
หมายเหตุ: เป็นกรอบทั่วไปที่ใช้จัดระดับความเสี่ยงกองทุนไทย รายละเอียดขอบเขตแต่ละระดับอาจต่างกันเล็กน้อยตามแนวปฏิบัติของแต่ละบลจ. ใช้ประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
หัวข้อย่อย · ตารางอ้างอิง 07

ตัวอย่างคำนวณ Ceiling / Floor แบบทำจริง

โจทย์: หุ้น ABC ปิดตลาดเมื่อวานที่ราคา 50.00 บาท วันนี้ราคาสูงสุด/ต่ำสุดที่เสนอซื้อขายได้คือเท่าไร?

Ceiling50.00 × (1 + 30%) = 50.00 × 1.30 = 65.00 บาท
Floor50.00 × (1 − 30%) = 50.00 × 0.70 = 35.00 บาท

ข้อควรระวังที่ออกสอบบ่อย: ราคาที่เสนอจริงต้องปัดให้ตรงกับ "ช่วงราคา (Tick Size)" ของช่วงราคานั้นด้วย เช่นราคา 65.00 บาทอยู่ในช่วง 25–100 ซึ่ง tick ขั้นต่ำคือ 0.25 บาท (65.00 หารด้วย 0.25 ลงตัวพอดี จึงเสนอราคานี้ได้ตรงเป๊ะ) แต่ถ้าคำนวณ Ceiling ได้ตัวเลขที่ไม่ลงตัวกับ tick ของช่วงนั้น ระบบจะปัดลงมาที่ระดับราคาที่ถูกต้องตามตารางใกล้ที่สุดแทน

หมายเหตุ: ตัวอย่างคำนวณเพื่อการศึกษา อิงกฎเกณฑ์ ±30% และตาราง tick size ของ SET ที่สรุปไว้ด้านซ้าย ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
นักพัฒนาเว็บ Noraset Boikaw "Focus" นักวิเคราะห์ Elliott Wave — ลงทุนมาตั้งแต่ปี 2023
เครื่องคิดเลข
 
0